วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

หลวงพ่อสาคร ศิษย์เอกหลวงปู่ทิม

หลวงพ่อสาคร มนุญโญ วัดหนองกรับ จ.ระยอง หรือ พระครูมนูญธรรมวัตร ศิษย์เอกผู้สืบทอดพุทธาคมจากหลวงปู่ทิม อิสริโก หลวงพ่อสาครเป็นผู้ฝักใฝ่ในด้านเวทย์มนต์คาถาอาคม และวิชาแพทย์แผนโบราณมาตั้งแต่เด็กๆ นามเดิมว่า สาคร ไพสาลี


หลวงพ่อสาคร เจิมวัตถุมงคล พระยอดขุนพลบ้านค่าย

หลวงพ่อสาคร วัดหนองกรับ ได้รับการถ่ายทอดวิชาอาคมจากบรรดาเกจิอาจารย์ต่างๆอีกหลายองค์ อาทิ

  1. ได้เดินทางไปศึกษากับอาจารย์เชียงคำ ที่เมืองย่างกุ้ง ประเทศพม่า
  2. ศึกษากับอาจารย์สิน วัดนาวัง อ.บางละมุง ชลบุรี
  3. เดินทางไปศึกษากับอาจารย์สุพจน์ ที่ประเทศเขมร
  4. ศึกษากับพระอาจารย์สุมล คำเสียง ที่จังหวัดศรีษะเกษ
  5. ศึกษากับหลวงพ่อบุญเย็น วัดแจ้งนอก จ.นครราชสีมา
  6. ศึกษากับหลวงพ่อคูณ วัดบ้านไร่ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา
  7. ศึกษากับหลวงพ่ออาคม วัดดาวนิมิตร จ.เพชรบูรณ์
  8. ศึกษากับหลวงพ่อบึม วัดปราสาทกิน จ.ปราจีนบุรี
หลวงพ่อสาคร ยังได้ศึกษากับพระเกจิอาจารย์ที่เชี่ยวชาญทางด้านไสยเวทย์ต่างๆอีกหลายท่านทั้งพระภิกษุและฆราวาส ในปีพ.ศ. 2508 พระครูเกลี้ยงธรรมถีโยเจ้าอาวาส ลำดับที่ 9 วัดหนองกรับได้มรณภาพลง ชาวบ้านหนองกรับได้เดินทางไปหา หลวงปู่ทิม ที่วัดละหารไร่เพื่ออาราธนาหลวงพ่อสาคร มนูญโญ ให้กลับมาเป็นเจ้าอาวาสวัดหนองกรับ หลวงปู่ทิมได้อนุญาต หลวงพ่อสาคร จึงมาเป็นเจ้าอาวาส วัดหนองกรับ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาถึงแม้ว่า หลวงพ่อสาคร ท่านจะมาเป็นเจ้าอาวาสวัดหนองกรับก็มิได้ทอดทิ้ง หลวงปู่ทิม ผู้เป็นอาจารย์ยังคงเดินทางไปกราบนมัสการดูแลหลวงปู่อยู่เสมอจนกระทั่งหลวงปู่ทิมได้มรณภาพลง ในปี 2518 หลวงพ่อสาคร ก็เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงใหญ่ในการจัดบำเพ็ญกุศลศพ หลวงปู่ทิม อย่างเต็มที่สมกับที่เป็นศิษย์ก้นกุฏิอย่างแท้จริง จนบรรดาลูกศิษย์ลูกหาอื่นๆของหลวงปู่ทิมกล่าวยกย่องชมเชย หลวงพ่อสาคร กันทั่ว

หลวงพ่อสาครนอกจาก จะสนใจศึกษาวิชาอาคมต่างๆแล้วท่านก็มิได้ทอดทิ้งในด้านการศึกษาพระธรรมวินัย และเมื่อรับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดหนองกรับซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ที่มีอายุกว่า 200ปีและเคยถูกไฟไหม้เผากุฏิเสนา สงฆ์จนวอดวายท่านก็มิได้ดูดายเมื่อมาเป็นเจ้าอาวาสก็ได้บูรณะและสร้างเสนาสนะใหม่ขึ้นมาเพื่อให้ภิกษุสงฆ์ สามเณรและพุทธศาสนิกชนได้ใช้ปฏิบัติศาสนกิจต่อไปด้วย

วัตถุมงคล หลวงพ่อสาครที่เป็นที่สนใจก็ได้แก่ พระยอดขุนพลบ้านค่าย, ตะกรุดมหาโจร, ขุนแผนผงพราย, เหรียญเสมาครบ 6 รอบ เป็นต้น

หลวงพ่อสาคร ยอดขุนพลบ้านค่าย เนื้อสำริด


วันอังคารที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

วัดปทุมคงคา

วัดปทุมคงคาราชวรวิหาร หรือ วัดสำเพ็ง เขตสัมพันธวงศ์ เป็นวัดเก่าแก่สมัยกรุงศรีอยุธยา ในสมัยรัชกาลที่ 1 ทรงดำริให้ซ่องแซมใหม่ทั้งวัด เนื่องจากขณะนั้นวัดชำรุดทรุดโทรมมาก วัดแห่งนี้ยังมีหลักฐานปรากฏในพระราชพงศาวดารสมัยรัชกาลที่ 3 ว่าเป็นสถานที่ประหารนักโทษในช่วงต้นๆ กรุงรัตนโกสินทร์ กล่าวได้ว่าวัดปทุมคงคาฯ เป็นที่แรกใน กรุงเทพมหานครที่เป็นลานประหารชีวิต


ปัจจุบันมีแท่นหินประการกบฏ ซึ่งใช้สำเร็จโทษพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าไกรสร กรมหลวงรักษ์รณเรศด้วยท่อนจันทน์ เมื่อปี 2391 เพราะถูกหาว่าเป็นกบฏบ้านเมือง หลังหมดยุครัชกาลที่ 3 วัดปทุมคงคาฯ เริ่มพ้นจากวังเวง รัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯ ให้พระยาพิศาลศุภผลลงมือบูรณะใหม่ทั้งวัด ยกพระพุทธรูปในอุโบสถให้สูงขึ้น สร้างเป็นพระทรงเครื่องต้นอย่างกษัตริย์ ที่พระนลาฏฝังเพชรแล้วต่อชุกชีออกมาทำเป็นเทวรูปถือพุ่มฉัตรดอกไม้เงิน เพราะวัดนี้เป็นวัดของสมเด็จกรมพระราชวังบวรสุรมหาสิงหนาทสร้างถวายสมเด็จพระบรมไนยิกาธิราชเจ้า

พระพุทธมหาชนก
ภายในพระอุโบสถประดิษฐานพระพุทธมหาชนก พระนามพระราชทานจากรัชกาลที่ 9 ทั้งยังมีพระเจดีย์โบราณ พระวิหารคด พระพุทธบาทจำลอง พระปรางค์ 8 องค์ และมีภาพเขียนฝาผนังผีมือช่างชุดเดียวกับที่พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ในพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ

"พระพุทธมหาชนก" เป็นพระพุทธรูปประธาน ที่มีชาวบ้านในย่านสำเพ็งและเยาวราช เข้ามากราบนมัสการเพื่อความเป็นสิริมงคลอยู่เป็นประจำ โดยพระพุทธมหาชนก เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยทรงเครื่อง ขัดสมาธิราบ วัสดุโลหะลงรักปิดทอง หน้าตักกว้าง 2.2 เมตร ส่วนสูงถึงยอดพระเกตุมาลา 3 เมตร

วันศุกร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

สืบสานตำนาน พระกริ่งน้ำท่วม

สืบสานตำนาน'พระกริ่งน้ำท่วม' 'พระอาจารย์ติ๋ว' วัดมณีชลขัณฑ์ เมื่อปี ๒๔๘๕ ได้เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ขึ้นที่เมืองหลวง ด้วยน้ำเหนือที่ไหลบ่ามามาก ประกอบกับภาวะน้ำทะเลหนุน ทำให้ใจกลางของกรุงเทพฯ ต้องจมน้ำไปโดยปริยาย ถึงขนาดพายเรือเล่นกันกลางลานพระรูปกันเลยทีเดียว

ในช่วงนั้น ท่านเจ้าคุณศรีฯ (สนธิ์) วัดสุทัศนฯได้จัดสร้างพระกริ่งขึ้นมารุ่นหนึ่ง เมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม โดยมี สมเด็จพระสังฆราช (แพ) เป็นประธานในพิธีเททองและปลุกเสกพระกริ่ง ด้วยหวังว่า พุทธคุณของพระกริ่งที่จัดสร้างในครั้งนั้น คงช่วยบรรเทาทุกข์โศกโรคภัยหลังน้ำลดไปบ้าง

ในวันทำพิธี น้ำยังท่วมไม่ถึงบริเวณที่ทำพิธี แต่หลังจากทำพิธีเสร็จสิ้นน้ำก็ท่วมหมดทั่ววัด พระกริ่งที่จัดสร้างจึงถูกขนานนามว่า "พระกริ่งน้ำท่วม"

ภาพจาก คมชัดลึก

ต่อมาเมื่อปี ๒๕๕๔ "น้องน้ำ" ได้มาเยือนกรุงเทพฯ อีกครั้ง แต่ครั้งนี้ท่วมหนักกว่าเดิม ความเดือดร้อนกินเนื้อที่หลายจังหวัด เป็นเวลานานนับเดือน ชาวบ้านบางคนถึงกับสิ้นเนื้อประดาตัวไปเลยก็มี พอน้ำลดแห้งหายไปโรคภัยไข้เจ็บที่มากับน้ำก็มาก รุมเร้าทั้งกายใจไปทั่วแห่งหน

ด้วยเหตุนี้ พระครูวิมลญาณอุดม (พระอาจารย์ติ๋ว) วัดมณีชลขัณฑ์ อ.เมือง จ.ลพบุรี ผู้มีความรอบรู้ในด้านวิทยาคม และได้ศึกษาตำราการสร้างพระกริ่งมาอย่างแตกฉาน เห็นว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้ไม่ต่างไปจากเมื่อปี ๒๔๘๕ จึงได้สร้าง "พระกริ่งฐิตวฑฺฒโน" ขึ้นเพื่อบรรเทาทุกข์ทั้งทางกายและทางใจให้แก่ผู้ที่ประสบภัย โดยจะนำปัจจัยส่วนหนึ่งช่วยฟื้นฟูผู้ประสบภัยหลังน้ำท่วมอีกด้วย

พุทธคุณของพระกริ่งเด่นในเรื่องรักษาโรค และความเป็นสิริมงคลแก่ผู้บูชาอยู่ในตัว บ้างก็ว่าพุทธคุณพระกริ่งนี้มีครอบจักรวาล หากได้ลองอาราธนาแล้วแช่น้ำไว้ แล้วนำน้ำนั้นมาดื่มมาอาบ โรคภัยไข้เจ็บที่เป็นอยู่ก็จะทุเลาเบาบางลง แล้วหายไปในท้ายที่สุด หากใครดวงตก ค้าขายไม่ดี ให้นำน้ำที่แช่พระกริ่งนั้นไปอาบกิน ดวงชะตาก็จะดีขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์

สำหรับ พระกริ่งฐิตวฑฺฒโน รุ่นนี้พระอาจารย์ติ๋วได้จัดสร้างขึ้นตามตำราที่ได้ศึกษามาทุกประการ และยังได้ขอบารมีของ สมเด็จพระสังฆราช (แพ) ประทานพรให้ด้วย เพื่อให้พระกริ่งรุ่นนี้มีความศักดิ์สิทธิ์และเข้มขลังอย่างแท้จริง

ข่าวจาก : คมชัดลึก